recyclechon.com=> นานาสาระ -> **พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**


**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

FaceBook Twitter
จำนวนผู้เข้าชม : 12 คน

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**


รายละเอียด

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

ประเภท : นานาสาระ


 

**พาเลทไม้ตัวสุดท้าย: เมื่อความสำเร็จมีราคาที่ต้องจ่ายด้วย...ชีวิต**

 

**โดย: กบ**

 

กลิ่นของเนื้อไม้แห้ง ฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งต้องแสงแดดยามบ่าย และเสียงเครื่องยนต์ของรถบรรทุกที่คำรามกึกก้อง สิ่งเหล่านี้คือบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาเกือบทั้งชีวิต ในฐานะผู้ประกอบการค้าของเก่าและพาเลทไม้มือสอง โลกของผมหมุนวนอยู่กับการตีราคา ประเมินสภาพไม้ และการเจรจาต่อรอง ท่ามกลางกองไม้ระเกะระกะที่ดูไร้ค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับพวกเรา มันคือ "ทองคำ" ที่แปรรูปมาจากทรัพยากรธรรมชาติ

 

ในวงการนี้ เรามักจะรู้จักกันหมด ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่มีคนคนหนึ่งที่ผมมักจะนึกถึงเสมอด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความชื่นชม ความห่วงใย และความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาเป็นคู่ค้าคนสำคัญ เป็นชายสูงวัยที่ผมเรียกติดปากว่า "ลุง"

 

ลุงเป็นชายวัย 60 กว่า รูปร่างสันทัด  แววตาของแกมุ่งมั่นเสมอ ไม่เหมือนคนวัยเกษียณที่ควรจะนั่งจิบกาแฟเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ลุงไม่ได้อยู่ในวงการค้าไม้ แกเริ่มต้นมาจากอาชีพขายอาหารตามสั่ง พลิกตะหลิวหน้าเตาไฟร้อนๆ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว แต่ด้วยหัวใจของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เมื่อแกเห็นช่องทางในธุรกิจพาเลทไม้ แกจึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาเต็มตัว

 

จากพ่อค้าขายข้าวแกง สู่นักธุรกิจค้าไม้... มันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในวัยที่สังขารเริ่มร่วงโรย แต่ลุงทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

 

ทุกครั้งที่ผมส่งทีมงานเข้าไปรับซื้อพาเลทที่โรงงานของลุง ภาพที่เห็นจนชินตาคือชายสูงวัยที่ไม่อยู่นิ่ง แกจะเดินตรวจงาน สั่งลูกน้อง หรือบางครั้งก็ลงมือแบกไม้ด้วยตัวเอง กิจวัตรของลุงโหดหินจนผมที่อายุน้อยกว่ายังต้องลอบถอนหายใจ

 

ตี 4 ของทุกวัน ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับฝันหวาน ลุงตื่นขึ้นมาเตรียมงาน เตรียมรถ เตรียมคน

 

ช่วงสาย แดดเริ่มแรง ลุงจะนำทีมเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เก็บพาเลท คัดแยก ขนย้าย ท่ามกลางความร้อนระอุและฝุ่นผง

 

กว่าจะได้กลับเข้าบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิท นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่ม...

 

เป็นแบบนี้วนเวียนไปทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีคำว่าพัก

 

ความขยันของลุงเริ่มผลิดอกออกผล แกประมูลงานโรงงานใหญ่ๆ ได้ กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลุงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ สร้างโกดังเก็บสินค้าแห่งใหม่ และถอยรถบรรทุก 6 ล้อคันงามออกมาเพื่อรองรับงานที่ล้นมือ แววตาของลุงในช่วงนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง แกคงมองเห็นอนาคตที่มั่นคงของลูกหลาน และความภาคภูมิใจในสิ่งที่แกสร้างมากับมือ

 

แต่ในความรุ่งโรจน์นั้น ผมกลับมองเห็น "เงามืด" ที่ซ่อนอยู่

 

ด้วยความที่ผมเองเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากการทำงานหนักมาก่อน ครั้งหนึ่งผมเคยบ้างานจนร่างกายประท้วง ต้องล้มหมอนนอนเสื่อรักษาตัวอยู่นานถึง 3 เดือน ช่วงเวลานั้นสอนให้ผมรู้ซึ้งว่า "เงินทองมากแค่ไหน ก็ซื้อสุขภาพที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้" เมื่อผมเห็นลุงทำงานแบบไม่ถนอมร่างกาย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความหวังดี

 

"ลุง... เพลาๆ บ้างนะครับ งานมันเยอะก็จริง แต่สุขภาพเราสำคัญกว่านะ" ผมเคยเปรยกับแกในวันที่เรายืนคุยกันข้างกองไม้

 

"ถ้าลุงเป็นอะไรไป เงินที่หามาได้ใครจะใช้ พักบ้างเถอะครับ"

 

ลุงหันมายิ้มให้ผม รอยยิ้มที่เปื้อนเหงื่อแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

 

"ไม่เป็นไรหรอกคุณกบ ลุงยังไหว สบายมาก" แกตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ "แค่ได้นอนพักตื่นมาก็หายเหนื่อยแล้ว งานกำลังเดิน รถก็เพิ่งถอย โกดังก็เพิ่งสร้าง ต้องรีบเอาหน่อย"

 

คำว่า "ไหว" ของลุง คือกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดที่กั้นความห่วงใยของผมไว้ ผมเข้าใจดีถึงภาระที่แกแบกไว้บนบ่า การลงทุนก้อนโตมาพร้อมกับความกดดันที่ต้องหาเงินมาหมุนเวียน ผมจึงทำได้เพียงมองดูแกด้วยความเป็นห่วง และไม่กล้าไปเซ้าซี้อะไรมาก เพราะรู้ดีว่าคนวัยนี้ ความดื้อรั้นคือส่วนหนึ่งของศักดิ์ศรี

 

วันเวลาผ่านไป เครื่องจักรที่มีชื่อว่า "ลุง" ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักหน่วง เสียงเครื่องยนต์รถ 6 ล้อคันใหม่ยังคงวิ่งเข้าออกโรงงานไม่ขาดสาย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น เป็นเบอร์ของป้า ภรรยาของลุง

 

"คุณกบ..." เสียงปลายสายสั่นเครือ และตามมาด้วยเสียงสะอื้นที่บาดลึกเข้าไปในใจผม "คุณกบ... มาเอาพาเลทหน่อยนะ..."

 

เสียงร้องไห้ของป้าทำให้ผมใจหายวาบ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่า นี่ไม่ใช่การเจรจาธุรกิจปกติ

 

"ป้าครับ... เกิดอะไรขึ้น? ป้าร้องไห้ทำไมครับ?" ผมถามกลับไปเสียงรัว

 

"ลุง... ฮึก... ลุงแกล้ม..." ป้าพยายามรวบรวมสติเล่าเหตุการณ์ "หมอบอกว่าเส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล..."

 

วินาทีนั้น ภาพของลุงที่เคยแข็งแรง แบกไม้ สั่งงาน ตื่นตี 4 เลิก 2 ทุ่ม ไหลย้อนกลับมาในหัวผมเหมือนฉากในหนัง คำพูดของแกที่ว่า "ไหวอยู่ นอนพักก็หาย" ดังก้องสะท้อนไปมา แต่ความจริงตรงหน้าคือ ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร มันไม่มีอะไหล่เปลี่ยน และเมื่อมันพังทลายลง บางครั้งมันก็ไม่มีโอกาสครั้งที่สอง

 

ผมรีบขับรถไปหาป้าที่ร้าน บรรยากาศในโกดังที่เคยคึกคักดูเงียบเหงาลงถนัดตา กองพาเลทไม้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม แต่ "หัวเรือใหญ่" ผู้ขับเคลื่อนมันไม่อยู่แล้ว ผมได้แต่ปลอบใจป้า และบอกว่ามีอะไรให้ช่วยขอให้บอก ไม่ต้องเกรงใจ

 

ปาฏิหาริย์ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน...

 

หลังจากวันที่ป้าโทรมาแจ้งข่าวเพียง 1 สัปดาห์ ลุงก็จากไปอย่างสงบ

 

การจากไปของลุง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความโศกเศร้าให้กับครอบครัว ธุรกิจที่กำลังไปได้สวย โกดังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ รถ 6 ล้อคันใหม่ที่ยังวิ่งได้ไม่กี่หมื่นกิโลเมตร ทั้งหมดนี้กลายเป็นภาระหน้าที่ที่ป้าและลูกๆ ต้องเข้ามารับช่วงต่อ ทั้งที่ยังทำใจไม่ได้

 

 วันนี้เหลือเพียงความทรงจำ ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นลุงยอมฟังคำเตือน ยอมลดงานลงสักนิด ยอมพักผ่อนให้มากขึ้น วันนี้แกอาจจะยังได้นั่งมองดูความสำเร็จของแก ได้เห็นรถ 6 ล้อวิ่งขนของ ได้เห็นลูกหลานเติบโต

 

เรื่องราวของลุง คือบทเรียนราคาแพงที่สอนใจผมและอยากจะส่งต่อให้ทุกคนได้รับรู้ โดยเฉพาะคนสู้งาน คนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือผู้ประกอบการที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับธุรกิจ

 

เรามักจะหลงลืมไปว่า **"พาเลทไม้"** หรือสินค้าใดๆ ก็ตาม ถ้ามันแตกหักเสียหาย เรายังหาไม้ใหม่มาซ่อมแซม หรือซื้อพาเลทใบใหม่มาทดแทนได้ แต่ **"ร่างกายและชีวิต"** ของเรา ไม่มีอะไหล่สำรอง ไม่มีศูนย์ซ่อมที่ไหนจะการันตีได้ว่าจะทำให้กลับมาเหมือนเดิม 100%

 

ความขยันเป็นเรื่องที่ดี ความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนจนถึงขีดสุด เพราะวันนั้นคำว่า "เดี๋ยวค่อยพัก" อาจจะกลายเป็น "การพักผ่อนตลอดกาล"

 

ความสำเร็จทางธุรกิจ จะมีความหมายอะไร หากเราไม่มีลมหายใจอยู่ชื่นชมมัน?

 

รถคันใหม่ โกดังหลังใหญ่ จะมีประโยชน์อะไร หากคนสร้างไม่มีโอกาสได้ใช้?

 

วันนี้ ธุรกิจของลุงยังคงดำเนินต่อไปด้วยฝีมือของป้าและลูกๆ แต่ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้วทุกคนยอมแลกทรัพย์สินทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อให้ได้ "เสาหลัก" ของครอบครัวกลับคืนมา

 

สุดท้ายนี้ ขอให้เรื่องราวของลุงเป็นวิทยาทาน เป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกคนที่กำลังทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง ให้หันกลับมารักร่างกายตัวเองให้มากขึ้น กอดคนที่รักให้นานขึ้น และใช้ชีวิตอย่างมีสติ

 

และหากบทความนี้สร้างประโยชน์ สร้างสติ หรือช่วยชีวิตใครสักคนจากการทำงานหนักเกินกำลังได้ ผมขอยกคุณงามความดีและบุญกุศลทั้งหมดนี้ อุทิศให้กับดวงวิญญาณของลุง ขอให้ลุงได้รับรู้และไปสู่ภพภูมิที่ดี พักผ่อนให้สบายนะครับลุง... งานทางนี้ไม่ต้องห่วง คนข้างหลังเขาจะดูแลต่อเอง

 

พักให้สบายครับลุง.

 

---

 
 


  เมื่อวันที่ : 2026-02-13 15:18:07


โทร : 083-447-5799 คุณนพดล , 085-900-5698 คุณณัฐณิชา
คลิกที่นี่เพื่อดูวิธีการชำระเงิน