|
recyclechon.com=>
นานาสาระ ->
สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า
| |||||||
อื่นๆที่คล้ายกัน |
สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า
จำนวนผู้เข้าชม : 2412 คน
รายละเอียด
สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่า ประเภท : นานาสาระ สมรภูมิเหล็ก: ลมหายใจมังกรกับบทเรียน 2 แสนบาทของคนรับซื้อของเก่าในโลกของธุรกิจรีไซเคิลและร้านรับซื้อของเก่าที่คนภายนอกอาจมองว่าเป็นเพียงการจัดการขยะ แต่สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการมานานกว่า 14 ปีอย่างผม เรารู้ดีว่านี่คือสมรภูมิที่มีการเดิมพันสูงไม่ต่างจากตลาดหุ้น "เศษเหล็ก" เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉลี่ยแล้วรายได้กว่าร้อยละ 90 ของร้านรับซื้อของเก่าทั่วประเทศมาจากการเทรดเศษเหล็ก ส่วนที่เหลืออีกเพียง 10% คือกระดาษ ขวด พลาสติก และโลหะมีค่าอื่นๆ เช่น อลูมิเนียม ทองแดง หรือสแตนเลส ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยในการขับเคลื่อนธุรกิจตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางลมของธุรกิจนี้คือ "เตาหลอมเหล็ก" หากเปรียบร้านรับซื้อของเก่าเป็นเรือ เตาหลอมก็คือระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ "เตาหลอมสัญชาติจีน" ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างหนาตา การเข้ามาของมังกรจีนนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการค้าเศษเหล็กไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของโอกาสที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงจากประสบการณ์ตรงตลอดทศวรรษครึ่ง ผมกล้าพูดได้เลยว่าการทำเศษเหล็กในปัจจุบัน "ยากกว่าเดิมมาก" ปัจจัยหลักคือราคาสวิงและผันผวนอย่างรุนแรงจนบางครั้งการคำนวณหน้ากระดาษกับความจริงที่เกิดขึ้นในหน้างานกลายเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว คู่แข่งทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นบีบให้กำไรต่อหน่วย (Margin) แคบลงเรื่อยๆ การเสนอราคาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคนี้จึงเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งข้อมูล ความรอบคอบ และสัญชาตญาณบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องเสียเงินฟรีๆ ไปถึงสองแสนบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนในแบบที่ "ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว" เรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงนั้นราคาเศษเหล็กส่งเตาหลอมทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 14.5 บาทต่อกิโลกรัม ผมได้รับโอกาสเข้าประมูลเศษเหล็กเครื่องจักรเก่าจากโรงงานอุตสาหกรรมเจ้าประจำ น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 50 ตัน หรือ 50,000 กิโลกรัมด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ ผมเสนอราคาซื้อไปที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อบวกค่าขนส่ง ค่าแรงตัดแยก และค่าดำเนินการต่างๆ แล้ว ผมคำนวณว่ายังมีกำไรที่สมเหตุสมผล แต่จุดผิดพลาดที่กลายเป็นหลุมพรางคือ "การรอคอย" ผมยื่นเสนอราคาไปและต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดบริหารของโรงงานนั้น ซึ่งใช้เวลาพิจารณาถึง 1 เดือนเต็มๆ ตลอดเดือนนั้นลูกน้องผมมีงานทำ ผมดีใจที่ได้งานใหญ่ แต่โชคร้ายที่ราคาเหล็กโลกเริ่มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ราคาปรับลงครั้งละ 30-40 สตางค์ ปรับกันถี่จนใจสั่นพอถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้เข้าขนย้าย ราคาหน้าเตาปรับลงมาเหลือเพียง 13.2 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ผมยังคง "ใจดีสู้เสือ" คิดว่าราคาอาจจะเด้งกลับขึ้นมาในเร็ววัน จึงรีบส่งทีมเข้าไปขนเครื่องจักรออกมา งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ภายในมหาศาลทำให้การตัดเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใครที่เคยตัดเหล็กประเภทนี้จะเข้าใจดีว่ามันคือการ "ตัดไปดับไฟไป" เพราะเปลวไฟจากแก๊สจะทำให้น้ำมันติดไฟตลอดเวลา งานที่ควรจะเสร็จไวกลับลากยาวไปรวม 2 เดือนนับจากวันเสนอราคาขณะที่การตัดแยกกำลังดำเนินไป ราคาก็ยังคงไหลลงอย่างไม่หยุดยั้งจนมาแตะที่ 11.4 บาทต่อกิโลกรัม ณ จุดนั้น ผมทำงานด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพราะรู้ดีว่าทุกกิโลกรัมที่ตัดออกมาคือการขาดทุน สรุปแล้วผมต้องเก็บเหล็กชุดนี้ไว้ในโกดังอีกกว่า 4 เดือนเพื่อรอราคาขยับขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาต้องขายออกไป ราคาก็ยังไม่กลับไปจุดเดิม เมื่อหักลบกลบหนี้กับค่าแรงและค่าดำเนินการทั้งหมด ผมขาดทุนไปถึงสองแสนบาท บทเรียนนี้สอนผมว่า "การไม่กำหนดระยะเวลาการยืนราคาให้ชัดเจน" คือความประมาทที่ร้ายแรงที่สุดในธุรกิจนี้เมื่อมองลึกไปถึงอิทธิพลของเตาหลอมจีนในไทย เราจะพบทั้ง "ข้อดี" และ "ข้อเสีย" ที่ชัดเจนข้อดีคือ: เรามีตัวเลือกในการส่งเศษเหล็กมากขึ้น การแข่งขันระหว่างเตาทำให้บางช่วงเวลาเราได้ราคารับซื้อที่ดีขึ้น และความสะดวกในการจัดส่งที่รวดเร็วเนื่องจากเตาเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมสำคัญๆข้อเสียคือ: ความผันผวนของนโยบายการรับซื้อจากกลุ่มทุนจีน ในจังหวะที่เขาไม่ต้องการของ เขาพร้อมจะ "ทิ้งลูกค้า" ทันทีโดยการปรับราคาลงแบบดิ่งเหวเพื่อกันไม่ให้ของเข้า หรือบางครั้งก็หยุดรับซื้อกะทันหัน ทำให้ร้านรับซื้อของเก่าที่สต็อกของไว้ระบายของไม่ทันและต้องเผชิญกับสภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สรุปแล้ว การอยู่ในวงการนี้ในยุคปัจจุบันต้องไม่ใช่แค่ "คนซื้อของเก่า" แต่ต้องเป็น "นักวิเคราะห์ตลาด" การระบุเงื่อนไขการยืนราคาที่ชัดเจน (เช่น ยืนราคา 3-5 วัน) การประเมินความซับซ้อนของหน้างาน และการติดตามข่าวสารจากเตาหลอมจีนอย่างใกล้ชิด คือคาถาสำคัญที่จะช่วยให้ร้านรับซื้อของเก่าอยู่รอดได้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้ อย่าให้ความประมาทเพียงเล็กน้อยเปลี่ยนกำไรที่ควรได้ให้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงเหมือนที่ผมเคยเจอมาแล้วในปี 2566
|
||||||




